9 ขั้นตอนในการเลือกซื้อแหวน

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับแรกก็คือการกำหนดงบประมาณเอา ไว้ก่อน เพื่อจะได้เลือกซื้อเพชรให้ได้คุ้มค่าที่สุด และงบประมาณไม่บานปลายค่ะ

Tips : สำหรับหลายๆคนที่เลือกซื้อแหวนแต่งงาน อยากแนะนำว่าให้พยายามลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆที่เป็นค่าใช้จ่ายที่จะหมดไปในงานแต่งงานเพียงวันเดียว แล้วมาเพิ่มงบประมาณให้กับแหวนแต่งงานดีกว่าค่ะ เพราะแหวนแต่งงานจะอยู่กับเราไปตลอด และยังเป็นสินทรัพย์ สามารถส่งต่อให้ลูกหลานได้อีกด้วย

 

หลังจากได้งบประมาณแล้ว เราก็มาศึกษาถึงหลักการดูเพชร หรือที่เรียกว่าหลัก 4Cs กันค่ะ เพราะราคาของเพชรนั้นสามารถแตกต่างกันได้มากมายโดยขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้ค่ะ

1. Color คือระดับความขาวของเพชร

2. Clarity คือระดับความสะอาดของเพชร

3. Cut คือการเจียระไน

4. Carat Weight คือน้ำหนักของเพชร

และปัจจัยอื่น ๆที่มีผลต่อราคาเพชร ได้แก่ - Fluorescence หรือสารเรืองแสง - Certificate หรือใบเซอร์ของเพชร เพชรส่วนมากจะมีสีโทนขาวอมเหลืองนิดๆ โดยระดับสีของเพชรนั้นจะถูกแบ่งเป็นเกรดตามตัวอักษรตั้งแต่ D color คือเพชรน้ำ 100 จะขาวใส ไม่มีสีเลย (colorless) จนถึง Z color คือสีค่อนข้างเหลือง (ถ้าเหลืองกว่า Z color จะถูกจัดเป็นเพชร fancy color ค่ะ) เพชรยิ่งขาว ก็จะยิ่งมีมูลค่าสูงค่ะ โดยความขาวของเพชรนั้นก็สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าเลยค่ะ เทคนิคง่ายๆคือให้คว่ำเพชรลงบนกระดาษสีขาว จะช่วยให้เห็นสีของเพชรได้ง่ายขึ้นค่ะ เพชรโดยส่วนมากแล้วจะมีตำหนิอยู่ภายในเนื้อเพชรค่ะ ดังนั้น เพชรที่สะอาดหมดจดจริง ๆจะหายากมาก ๆ จึงมีมูลค่าสูง ระดับความสะอาดที่นิยมในเมืองไทยคือตั้งแต่ระดับ IF (Internally Flawless) คือไม่มีตำหนิเลย ไปจนถึงระดับ vs2 คือมีตำหนิเล็กน้อย แต่ยังไม่เห็นด้วยตาเปล่า เทคนิคให้การเลือกเพชรระดับ vvs1-vs2 จะแนะนำให้เลือกเพชรที่ตำหนิเป็นสีขาว และอยู่ริมๆของตัวเพชรค่ะ เนื่องจากถ้าตำหนิสีดำหรือตำหนิที่อยู่ตรงกลางเพชรพอดี จะส่องเห็นได้ง่ายค่ะ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องสัดส่วนการเจียระไน ซึ่งจะส่งผลต่อการเล่นไฟของเพชร เพชรจะสวยแวววาวรึเปล่าก็ขึ้นอยู่กับการเจียระไนนี่แหละค่ะ โดยส่วนตัว คิดว่านี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าซื้อเพชรขาวจั๊วะหรือเพชรสีนวลหน่อย ทุกคนก็คงจะอยากได้แหวนเพชรที่ส่องประกายวิบวับอยู่บนนิ้วของเรา มากกว่าเพชรที่นิ่งๆไม่เล่นแสงเลย อีกหนึ่งปัจจัยที่จะบอกถึงเรทราคาได้ก็คือน้ำหนักของเพชรค่ะ เพราะเพชรยิ่งมีขนาดใหญ่ ราคาก็จะยิ่งก้าวกระโดด เช่นเพชรขนาด 1 กะรัต จะมีราคาสูงกว่าเพชรขนาด 0.50 กะรัตถึง 3-4 เท่าเลยทีเดียวค่ะ แต่นอกจากน้ำหนักของเพชรแล้ว แนะนำว่าให้ดูหน้ากว้างและความลึกของเพชรประกอบกันด้วยค่ะ เพราะเพชรบางเม็ดน้ำหนักเท่ากัน แต่อาจจะมีขนาดต่างกันก็ได้ (เพชรลึกมาก ก็ได้หน้ากว้างน้อยหน่อย แต่ถ้าเพชรไม่ลึก ก็จะได้หน้ากว้างเยอะหน่อย)

Fluorescence จะเป็นสารเรืองแสง ซึ่งจะส่องเห็นได้ภายใต้แสง UV (Ultraviolet) ค่ะ ซึ่งถ้าเพชรมีสาร Fluorescence มาก ๆจะดูมัวๆ เหมือนใครเอาน้ำนมมาทาเพชรเอาไว้ ดังนั้น เพชรที่มีสาร Fluorescence จึงมีราคาถูกกว่าเพชรที่ไม่มี แต่สำหรับเพชรสีนวลๆ (J color หรือน้ำ 94 ลงไป) การมี fluorescence สีฟ้าในระดับจางๆอาจจะช่วยให้เพชรดูขาวขึ้นเล็กน้อยค่ะ

สมัยก่อน คนชอบพูดกันว่าเพชรมีใบเซอร์น่ะ ราคาแพง แต่ในความเป็นจริงนั้น ค่าออกใบเซอร์กับสถาบันใหญ่ๆระดับโลกนั้น เพียงแค่ไม่กี่พันบาทเท่านั้นเองค่ะ ที่ราคาสูงกว่าเพชรไม่มีใบเซอร์นั้น น่าจะเป็นเพราะคุณภาพของเพชรที่สวยกว่านั่นเอง ถ้าไม่ได้มีความชำนาญในการดูเพชรระดับมือโปรแล้ว ให้ซื้อเพชรที่มีใบเซอร์ดีกว่าค่ะ เพราะคุณจะมั่นใจได้เลยว่าเพชรที่ได้ไปนั้น มีคุณสมบัติทุกอย่างตรงตามนั้นจริง ๆ

 

#เพชรชมพูยินดีให้คำปรึกษาเรื่องเพชรที่มีใบเซอร์และไม่มีใบเซอร์นะคะ

ทาง GIA นั้นมีคำแนะนำไว้เลยค่ะ ว่าให้เลือกร้านเพชร ราวกับคุณกำลังเลือกคุณหมอที่จะมารักษาโรค คือควรจะต้องเลือกร้านที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าเพชรจะได้มาตรฐาน สามารถให้ความรู้กับลูกค้า และตอบข้อสงสัยต่าง ๆ ให้กระจ่างเหมือนคุณหมอที่คอยอธิบายอาการเจ็บป่วย รวมทั้งให้คำแนะนำในการรักษาได้อย่างชัดเจนอีกด้วยค่ะ #เพชรชมพูยินดีให้คำแนะนำฟรีค่ะ

หลังจากศึกษาปัจจัยต่างๆแล้ว ทีนี้เราก็มาดูกันค่ะ ว่าในงบประมาณที่ตั้งใจไว้นั้น เราอยากจะให้ความสำคัญปัจจัยไหนมากที่สุด จะเป็นขนาด ความขาว หรือความสะอาด (เรื่องการเจียระไน แนะนำว่าให้ให้เกรดสวยที่สุด คือ 3 Excellent เท่านั้นค่ะ) เพราะในงบประมาณเท่า ๆกัน ถ้าเราเน้นอยากได้ไซส์ใหญ่ ก็อาจจะต้องลดความขาวและความสะอาดลงมาซักหน่อย หรือถ้าอยากเน้นที่สเปคสวยสุดๆอย่าง D color, IF ก็อาจจะได้เพชรไซส์เล็กลงซักนิดนึงค่ะ

#เพชรชมพูมีทุกแบบให้เลือกนะคะ

พอเลือกเพชรที่ถูกใจได้แล้ว เราก็มาเลือกแบบแหวนกันค่ะ สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือก นอกจากแบบแหวนที่สวย เข้ากับนิ้วเราแล้ว ต้องดูเรื่องความแข็งแรงและความเหมาะสมกับการใช้งานด้วย เช่น ลูกค้าบางท่าน ตั้งใจซื้อแหวนแต่งงานเพื่อใช้ในพิธีหมั้น และไว้สำหรับใส่ออกงานเป็นครั้งคราวเท่านั้น แบบที่เลือกอาจจะมีดีไซน์เว่อร์วังสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าตั้งใจว่าจะใส่ในชีวิตประจำวันด้วย น่าจะเหมาะกับแบบแหวนเรียบ ๆมากกว่าค่ะ

เมื่อสั่งซื้อหรือสั่งทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการรับแหวน สิ่งที่ต้องเช็คก็คือ ขนาดแหวนว่าพอดีกับนิ้วเรารึเปล่า แหวนควรจะใส่สบายๆกำลังดี แต่ก็ต้องไม่ถอดง่ายจนเกินไป สำหรับแหวนเพชรชูของคุณผู้หญิง แหวนควรจะต้องกระชับนิ้วพอสมควรค่ะ ไม่อย่างนั้นเพชรจะหมุนคว่ำลงเวลาสวมใส่ อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำ สำหรับคนที่ซื้อเพชรที่มีใบเซอร์จากสถาบันชั้นนำอย่าง GIA, HRD, IGI คือจะต้องเช็คตัวเลขบนขอบเพชรให้ตรงกับบนใบเซอร์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราได้เพชรเม็ดที่ถูกต้องค่ะ

Tips : วันที่นอนน้อย หรือเพิ่งลงจากเครื่องบิน นิ้วอาจจะบวมกว่าปกติ ไม่แนะนำให้ลองแหวนในวันนั้น ๆค่ะ

#ขอให้ทางเพชนชมพูเป็นหนึ่งในตัวเลือกของท่านที่ต้องการจะซื้อแหวนนะคะ

ขั้นตอนนี้ แล้วแต่ความชอบส่วนตัวนะคะ เดี๋ยวนี้หลายๆร้านจะมีบริการสลักชื่อหรือข้อความบนแหวนให้ฟรีค่ะ เพื่อให้ลูกค้าได้ใส่ชื่อหรือข้อความแทนใจลงบนแหวนให้กันและกัน เป็นการเพิ่มเอกลักษณ์ให้แหวนมีความเป็นตัวเรา ไม่ซ้ำกันกับคนอื่นค่ะ เพียงเท่านี้ก็ Happy ได้แหวนสวยถูกใจ กลับบ้านแล้วค่ะ

Add line Petch Chompoo Jewelry